ตอนที่ 3: คนละแบบกับที่คิด

อ่านฟรี 3 ตอนแรก · ฿159 อ่านได้ครบ 30 ตอน

ตอนที่ 3 / 13 · อ่านฟรี

คนละแบบกับที่คิด

รักนี้เต็มสปีด · เขียนฝันเดอะซีรีส์

ตอนบ่ายสาม เลอาได้ข้อสรุปว่ากิจกรรมรับน้องไม่ได้ทำให้เธอเหนื่อยเท่าเพื่อนใหม่สองคน

โดยเฉพาะเมื่อทั้งคู่รู้ว่าใครจะมารับเธอกลับ

“แกจะยืนรอหน้าตึกหรือไปหาพี่เขาที่รถ” ลิตาถามระหว่างเก็บคูปองที่เหลือลงกระเป๋า

“ฉันยังไม่ได้บอกพี่เขาเลยว่าเลิกแล้ว”

“งั้นบอกสิ” ดัชชี่หยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะส่งให้ “อย่าให้ผู้ใหญ่มารอ”

เลอามองเพื่อน “พี่เขาอยู่ปีสอง”

“โตกว่าเราหนึ่งปี ก็เป็นผู้ใหญ่หนึ่งปี”

“เหตุผลแกนี่…”

ดัชชี่ยิ้มอย่างพอใจ ก่อนยกแก้วน้ำขึ้นดูดจนเกิดเสียงดังครืด

ทั้งสามนั่งพักอยู่ใต้ตึกหลังจบกิจกรรม นักศึกษาบางส่วนทยอยกลับแล้ว แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มนั่งคุยกันอยู่ตามโต๊ะ เสียงหัวเราะสลับกับเสียงลากเก้าอี้ ทำให้ลานซึ่งเคยดูไม่คุ้นตาในตอนเช้าเริ่มกลายเป็นสถานที่ที่เลอาอยากกลับมาอีก

เธอเปิดข้อความของฉลาม

เลิกแล้วบอก

เลอาพิมพ์คำว่า เลิกแล้วค่ะ ยังไม่ทันกดส่ง เสียงทุ้มก็ดังขึ้นจากข้างโต๊ะ

“เก็บของหรือยัง”

เธอเงยหน้า

ฉลามยืนอยู่ห่างออกไปเพียงก้าวเดียว เสื้อช็อปสีกรมเปิดทับเสื้อยืดดำ เส้นผมยาวที่ปล่อยไว้ตอนเช้าถูกรวบขึ้นด้านหลังอย่างหลวม ๆ ในมือมีกุญแจรถ ส่วนสายตาหยุดอยู่ที่กระเป๋าของเธอซึ่งยังอ้าอยู่บนเก้าอี้

“มีที่ต้องแวะไป”

เลอาก้มมองข้อความที่ยังไม่ได้ส่ง ก่อนเงยกลับขึ้นไป

“พี่ยังไม่ทันอ่านข้อความเลย”

“เห็นนั่งอยู่”

“แล้วปล่อยให้ฉันพิมพ์ตั้งนาน”

“จะได้เก็บของ”

ดัชชี่หลุดหัวเราะ เลอาจึงหันไปมองเพื่อนทันที

“ขำอะไรแก”

“เปล่าค่ะ กำลังช่วยเก็บของอยู่”

มือของดัชชี่หยิบขวดน้ำใส่ช่องด้านข้างกระเป๋า ก่อนรูดซิปจนเรียบร้อยแล้วส่งให้เจ้าของ

“รีบไปเลยค่ะหญิง ผู้หล่อออร่ามารับขนาดนี้ เป็นฉันวิ่งไปแล้วค่ะ”

“ดัชชี่! ผู้เพ่ออะไรแก อันนี้พี่เหอะ”

เลอาปรามทั้งที่กลั้นขำไม่อยู่

“จ้ะ พี่” ดัชชี่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ไปได้แล้วค่ะ พี่รออยู่”

ลิตาก้มเก็บของตัวเอง แต่ไหล่สั่นอย่างไม่น่าไว้ใจ

เลอาตัดสินใจไม่ต่อความ เธอสะพายกระเป๋าแล้วลุกขึ้น ฉลามมองเธออยู่ก่อนแล้ว มุมปากมีรอยยิ้มจาง ๆ

“ไปไหนคะ”

“สนาม ป๊าเธอรออยู่”

เลอารีบเปิดโทรศัพท์ จึงเห็นข้อความจากพ่อที่ส่งมาตั้งแต่เกือบยี่สิบนาทีก่อน

เย็นนี้กลับกับพี่ฉลามนะลูก แวะมากินข้าวที่สนามก่อน เดี๋ยวป๊าพากลับบ้าน

ก่อนหน้านี้เธอมัวคุยกับเพื่อนจนไม่ได้ยินเสียงแจ้งเตือน

“อ๋อ ป๊าบอกแล้วค่ะ”

“เพิ่งเห็น?”

เลอาเงยหน้าจากโทรศัพท์

“พี่ไม่ต้องรู้ทุกอย่างก็ได้ค่ะ”

ฉลามไม่ได้เถียง เพียงขยับเปิดทางให้เธอเดินออกจากโต๊ะ

เธอโบกมือลาเพื่อน พอหันหลัง เสียงดัชชี่ก็ดังตามมา

“ถึงแล้วบอกด้วยนะหญิง!”

“รู้แล้ว!”

“หมายถึงบอกในกลุ่ม ไม่ใช่บอกคนข้าง ๆ”

เลอาหันกลับไปถลึงตาใส่ ดัชชี่ยกสองมือขึ้นอย่างยอมแพ้ แต่รอยยิ้มไม่มีความสำนึกผิดอยู่เลย


แดดบ่ายยังตกอยู่ตรงลานหน้าตึก นักศึกษาบางกลุ่มนั่งพักอยู่บนม้านั่ง บางคนกำลังถ่ายรูปกับป้ายกิจกรรมที่ตั้งไว้ข้างทาง

เลอาเดินอยู่ข้างฉลามได้ไม่ไกลก็เริ่มสังเกตเห็นสายตาของคนรอบตัว

มีทั้งคนยกมือทักและนักศึกษาผู้หญิงที่หันมองเขาหลังเดินสวนผ่านไปแล้ว บางคนมองต่อมายังเธอ โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าทั้งคู่เดินออกมาด้วยกัน

เลอาก้มตรวจเสื้อตัวเอง

ไม่มีคราบอาหาร ป้ายชื่อไม่ได้กลับด้าน และซิปกระเป๋าก็ปิดอยู่

“หาอะไร” ฉลามถาม

“ฉันมีอะไรติดหน้าหรือเปล่าคะ”

เขาหันมามองจริง ๆ ตั้งแต่หน้าผากลงมาถึงข้างแก้ม

สายตานิ่งเกินไปจนเลอาหยุดเดินให้ตรวจโดยไม่รู้ตัว

“ไม่มี”

“แล้วทำไมคนมอง”

นักศึกษาผู้หญิงสองคนเดินสวนเข้ามาพอดี หนึ่งในนั้นยิ้มทักเขา

“พี่ฉลาม วันนี้ไม่กลับกับพี่ริวเหรอคะ”

“แยกกันกลับ”

เขาตอบพร้อมพยักหน้าให้เล็กน้อย อีกฝ่ายกล่าวลาแล้วเดินผ่านไป แต่ยังหันกลับมามองอีกครั้ง

เลอามองตาม ก่อนค่อย ๆ หันกลับมาหาคนข้างตัว

“อ๋อ”

ฉลามเลิกคิ้ว

“ลิตาบอกว่าพี่ดัง”

“ดังอะไร”

“พี่ถามแบบนี้เพราะไม่รู้จริง ๆ หรืออยากฟังคะ”

เขามองเธอครู่หนึ่ง แล้วเดินต่อโดยไม่ตอบ

เลอารีบก้าวตาม ตอนนี้เธอเริ่มสนุกขึ้นมาแล้ว

“ฉันเห็นรูปพี่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยด้วยนะ รูปที่นั่งหน้าตึก ผมยาว ๆ ใส่เสื้อดำ”

“รูปไหน”

“ไม่รู้ค่ะ มีคนส่งต่อกันมา”

ฉลามถอนหายใจเบา ๆ คล้ายเคยเจอเรื่องนี้มาหลายครั้ง

“ไม่ชอบให้ถ่ายเหรอคะ”

“ถ่ายตอนไหนยังไม่รู้เลย”

น้ำเสียงไม่ได้หงุดหงิด แต่ทำให้เลอาหยุดคิดไปนิดหนึ่ง

สำหรับคนอื่น เขาอาจเป็นรุ่นพี่หน้าตาดีที่ถูกถ่ายรูปแล้วส่งต่อให้เพื่อนดูได้อย่างสนุกสนาน แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารูปของตัวเองอยู่ที่ไหนบ้าง

“งั้นถ้าฉันจะถ่าย ฉันถามก่อนก็ได้ค่ะ”

ฉลามเหลือบมอง

“จะถ่ายทำไม”

“เผื่อเอาไปให้แม่ดูว่าพี่คนสวยโตแล้วเป็นยังไง”

มุมปากเขาขยับนิดหนึ่ง

“แม่เธอรู้ว่าพี่เป็นผู้ชาย”

เลอาหันขวับ

“ป๊าเล่าให้ฟังแล้วเหรอ”

“สวยอะไรของแก ลุงภาณุไม่มีลูกสาวสักคน”

เขาทวนประโยคด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

เลอาหลับตาลงสั้น ๆ อย่างยอมรับชะตากรรม

“ป๊าเล่าหมดเลยสินะ”

คราวนี้ฉลามยิ้มชัดขึ้น

เธอมองรอยยิ้มนั้นแล้วชะงักไปนิด ก่อนรีบหันไปสนใจต้นไม้ข้างทางแทน

ลิตาไม่ได้พูดเกินจริงเสียทั้งหมดหรอก

แต่เรื่องนี้เธอยังไม่จำเป็นต้องบอกเจ้าตัว


Nissan Silvia S15 จอดอยู่ใต้ร่มไม้ริมลาน ฉลามกดปลดล็อก ก่อนหันมายื่นมือให้

“เอามานี่”

เลอาก้มมองกระเป๋าบนไหล่

“ฉันถือเองได้ค่ะ”

เขาไม่ตอบ เพียงจับสายกระเป๋ารอจนเธอปลดส่งให้ แล้วเดินไปเปิดประตูฝั่งผู้โดยสาร

“แล้วพี่เอาไปทำไม”

คำถามลอยตามหลังไปโดยไม่มีคำตอบ

ฉลามปรับพนักเบาะหน้า วางกระเป๋าของเธอไว้บนเบาะหลังอย่างระมัดระวัง ก่อนเลื่อนเบาะกลับเข้าที่

เลอายืนมองแล้วกอดอก

“อ๋อ เป็นบริการของคนขับ”

ฉลามหันมา

“จะขึ้นไหม”

“ขึ้นค่ะ”

เธอกำลังจะนั่ง เสียงคุ้นหูก็ดังมาจากด้านหลัง

“ฉลาม ไปสนามใช่ไหม กู—”

“รถตะวัน”

ริวหยุดอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว

เลอาหลุดหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าเขา

“กูยังไม่ได้พูดเลย”

“ก็พูดสิ”

“ไม่พูดแล้ว เสียความรู้สึก”

ตะวันเดินตามมาพร้อมถุงเอกสาร ส่วนเรย์กำลังก้มอ่านข้อความในโทรศัพท์ เซนต์หิ้วกล่องอุปกรณ์ใบหนึ่งมาคนเดียว

“เสียความรู้สึกแล้วมาช่วยถือของ” เซนต์ยื่นกล่องให้ริว

ริวมองของในมือ ก่อนหันกลับมาหาเลอา

“เห็นไหมครับน้อง ชีวิตพี่”

“พี่ริวลองพูดให้น้อยลงสักนิดไหมคะ เผื่อจะถือของสะดวกขึ้น”

ตะวันหัวเราะออกมาทันที

ริวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าให้อย่างยอมรับ

“โอเค คนนี้เข้ากับพวกมึงได้”

ฉลามประคองขอบประตูไว้ให้เลอาก้มเข้าไปนั่ง พอเธอเก็บขาเรียบร้อย เขาจึงปิดประตู

จากในรถ เธอเห็นริวพูดอะไรบางอย่างกับเพื่อน ฉลามตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนเดินอ้อมมาฝั่งคนขับ

เมื่อเขาขึ้นรถ เลอาก็คาดเข็มขัดเรียบร้อยแล้ว

“พี่ริวพูดเก่งแบบนี้ตลอดเลยเหรอคะ”

“อือ”

“แล้วพี่ฟังทันได้ยังไง”

“ไม่ต้องฟังหมด”

เลอาหัวเราะจนไหล่สั่น

ฉลามสตาร์ตรถ เหลือบมองเธอเพียงแวบเดียวก่อนหันกลับไปดูทาง

เขาคิดไว้แล้วว่าเธอคงเข้ากับริวได้

เพียงไม่ได้คิดว่าจะใช้เวลาแค่วันเดียว


พ้นจากมหาวิทยาลัย รถเคลื่อนไปตามถนนด้วยความเร็วสม่ำเสมอ

เลอาลดกระจกบังแดดลงดูหน้าตัวเอง แล้วใช้นิ้วจัดผมที่ยุ่งจากกิจกรรมช่วงบ่าย

ฉลามเหลือบมองตอนจอดติดไฟแดง

“เหนื่อย?”

“นิดหนึ่งค่ะ แต่สนุก”

จากนั้นคำว่า นิดหนึ่ง ก็กลายเป็นเรื่องเล่ายาวตั้งแต่เริ่มกิจกรรมจนจบ

เลอาเล่าตอนดัชชี่พยายามขอให้เรย์ช่วยเล่นเกม เล่าตอนลิตานับจังหวะผิด และเล่าตอนตัวเองดึงเชือกแรงจนแก้วกระเด็นออกไปกลางวง

“แต่สุดท้ายก็ทำได้นะคะ”

“เห็นแล้ว”

เธอหันมองทันที

“พี่ดูอยู่เหรอ”

“อยู่ตรงนั้น”

“ฉันนึกว่าพี่ขนของอย่างเดียว”

“ก็ขนด้วย”

“แล้วเห็นตอนฉันวางแก้วใบสุดท้ายไหม”

ฉลามพยักหน้า

เลอานั่งตัวตรงขึ้นนิดหนึ่ง

“ฉันเป็นคนบอกให้ทุกคนหยุดดึง แล้วค่อย ๆ ผ่อนพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้หรอก ดัชชี่เอาแต่จะยก—”

เธอหยุดเมื่อเห็นเขายิ้ม

“ขำอะไรคะ”

“เธอเล่าเหมือนพี่ไม่ได้อยู่”

เลอานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะตาม

“ก็ฉันเพิ่งรู้ว่าพี่ดู”

เธอเอนหลังพิงเบาะ ความพอใจเล็ก ๆ เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลนัก

ตอนอยู่กลางวง เธอจำได้แค่ว่าต้องคอยมองแก้ว คอยฟังเพื่อน และพยายามไม่หัวเราะจนมือสั่น

ไม่รู้เลยว่ามีเขามองอยู่ด้วย

“พี่เห็นตอนฉันทำพลาดด้วยสินะ”

“เห็น”

“ลืมไปได้ไหมคะ”

“คงไม่ได้”

เลอาหันไปทำตาขวาง แต่ฉลามมองถนนอยู่แล้ว เหลือเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากให้เธอเห็น

หลังจากนั้นเธอยังเล่าเรื่องเพื่อนต่ออีกพักหนึ่ง เสียงค่อย ๆ เบาลงตามความเหนื่อย จนสุดท้ายเหลือเพียงเสียงเพลงจากลำโพงในรถ

ไม่ถึงสิบนาที คนที่เมื่อครู่ยังพูดแทบไม่เว้นจังหวะก็หลับไปพร้อมโทรศัพท์ในมือ

ฉลามเหลือบมอง

ศีรษะเธอเอนพิงเบาะ เส้นผมปิดข้างแก้มไปส่วนหนึ่ง นิ้วที่เคยจับโทรศัพท์แน่นเริ่มคลายลง

เขาลดเสียงเพลงให้เบาลง แล้วขับต่อโดยไม่ปลุก


เมื่อ S15 เลี้ยวเข้ามาถึงสนาม รถของพ่อเลอาจอดอยู่ก่อนแล้ว

ฉลามจอดในจุดเดิม ดับเครื่อง แล้วหันไปมองคนข้างตัว

เลอายังหลับ

เขาค่อย ๆ ดึงโทรศัพท์ออกจากมือเธอ วางไว้ในช่องข้างเบาะ ก่อนหยิบเสื้อช็อปสีกรมที่ถอดพาดไว้ด้านหลังมาคลุมให้

เธอขยับเล็กน้อยตอนเนื้อผ้าสัมผัสไหล่ แต่ไม่ได้ตื่น

ฉลามหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา ส่งข้อความหาพ่อของเธอ

มาถึงแล้วครับ เลอาหลับอยู่ เดี๋ยวตื่นแล้วพาเข้าไป

ข้อความตอบกลับมาไม่นาน

ได้ ฝากดูน้องก่อนนะ

เขาวางโทรศัพท์ลง แล้วเอนหลังพิงเบาะ

หากปลุกตอนนี้ เธอก็คงลุกขึ้นมาได้ทันที

แต่เมื่อเช้าเธอเริ่มกิจกรรมตั้งแต่กี่โมงเขาไม่รู้ เห็นเพียงว่าเจ้าตัววิ่งอยู่ทั่วลาน แล้วยังเล่าเรื่องทั้งหมดซ้ำในรถราวกับกลัวจะมีบางช่วงตกหล่น

ฉลามจึงนั่งรออยู่เงียบ ๆ

เขามองออกไปนอกกระจก ไม่ได้หันไปหาเธอบ่อยนัก

อย่างน้อยก็พยายามไม่หัน


เลอาตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์สั่น

สิ่งแรกที่เห็นคือเสื้อช็อปสีกรมคลุมอยู่บนตัว สิ่งต่อมาคือฉลามที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังดูโทรศัพท์เงียบ ๆ

เธอกะพริบตาแล้วรีบลุกนั่งตรง

“ถึงแล้วเหรอคะ”

“อือ”

“ทำไมไม่ปลุก”

“เพิ่งถึง”

เลอาหยิบโทรศัพท์ของตัวเองจากช่องข้างเบาะ หน้าจอมีข้อความของพ่อส่งมาเมื่อสิบนาทีก่อน

ป๊าเห็นรถมาถึงแล้ว พี่เขาบอกว่าหนูหลับอยู่ ตื่นแล้วค่อยเข้ามานะลูก

เธออ่านจบแล้วหันไปหาคนข้างตัวช้า ๆ

“พี่ฉลาม”

เขาเก็บโทรศัพท์

เลอายกหน้าจอให้ดู

“เพิ่งถึงของพี่นี่นานเหมือนกันนะคะ”

ฉลามมองเวลาบนข้อความ ก่อนเปิดประตูลงจากรถ

“ตื่นแล้วก็ลง”

เลอาหัวเราะ แต่ไม่ได้แซวต่อทันที

เธอพับเสื้อบนตักอย่างระมัดระวัง ความอุ่นยังคงอยู่ในเนื้อผ้า ไม่รู้ว่ามาจากอุณหภูมิในรถหรือเจ้าของเสื้อกันแน่

พอเปิดประตูลงไป เธอก็ส่งเสื้อคืนให้

“ขอบคุณค่ะ”

ฉลามรับไป

เลอายังคงจับปลายแขนเสื้อไว้อีกข้าง ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“แต่ถ้ามีรูปฉันอ้าปากหลับ ต้องลบนะคะ”

“ยังไม่ได้ถ่าย”

เธอหรี่ตามอง

“คำว่า ยัง ไม่น่าไว้ใจเลย”

ฉลามพาดเสื้อไว้บนแขน แล้วเดินนำไปทางอาคารรับรอง

เลอารีบตาม

“พี่ฉลาม ฉันถามจริงนะ”

“ไม่ได้ถ่าย”

“งั้นเอาโทรศัพท์มาให้ตรวจหน่อยค่ะ”

“ไม่ให้”

“เห็นไหม มีพิรุธ”

เสียงเธอดังตามหลังไปตลอดทาง ส่วนคนถูกกล่าวหายังคงเดินด้วยท่าทางสบาย ๆ

ถึงอย่างนั้น เลอาก็ทันเห็นว่าเขากำลังยิ้มอยู่


พ่อของเลอารออยู่บริเวณรับรองกับลุงภาณุ พอเห็นลูกสาวก็ยกมือเรียก ก่อนดึงเข้ามาลูบศีรษะเบา ๆ

“เป็นไงลูก วันแรกเหนื่อยไหม”

“นิดหน่อยค่ะ”

“นิดหน่อยจนหลับมาตลอดทางเลยเหรอ”

เลอาหันไปมองฉลามทันที

“ป๊ารู้ได้ยังไง”

พ่อยกโทรศัพท์ขึ้นให้ดู

“พี่เขาบอก”

“ขายข้อมูลกันด้วย”

“ป๊าจะได้ไม่ออกไปปลุกหนูไง”

เลอาเข้าไปกอดแขนพ่ออย่างยอมแพ้

ลุงภาณุมองเธอแล้วยิ้ม

“วันนี้จำพี่เขาได้แล้วนะ”

“จำได้แล้วค่ะ แต่ยังไม่ค่อยชิน”

“ตอนเด็กมาทีไรเอาแต่ตามพี่เขา พอจะกลับก็ร้อง—”

“พ่อ”

ฉลามเรียกเพียงคำเดียว

ผู้ใหญ่ทั้งสองหัวเราะพร้อมกัน เลอาเม้มปากกลั้นยิ้ม เธอเพิ่งพบว่าเขาก็มีเรื่องที่ไม่อยากให้พูดต่อเหมือนกัน

“ตอนเด็กทำไมพี่ไม่บอกว่าตัวเองเป็นผู้ชาย” เธอถาม

ฉลามหันมามอง

“บอกแล้ว”

“บอกตอนไหน”

“ทุกครั้งที่เธอเรียกพี่สาว”

“แต่ฉันไม่เห็นจำได้”

“เธอไม่ฟัง”

“แล้วพี่ยังยอมให้ฉันมัดผมอีก”

“ถ้าไม่ยอม เธอก็ร้อง”

เลอาขมวดคิ้ว

“ฉันไม่ได้ขี้แยขนาดนั้นซะหน่อย”

ฉลามมองเธอนิ่ง ๆ

“อือ”

น้ำเสียงชัดเจนว่าไม่เชื่อ

“พี่จำผิดแล้ว”

“มีรูป”

“รูปอะไร”

“ไว้ให้ดู”

เขาตัดบทเพียงเท่านั้น ก่อนหัวหน้าทีมจะเดินเข้ามาเรียกให้ไปเตรียมตัว

เลอามองตามอย่างค้างคา อยากรู้ขึ้นมาทันทีว่าในรูปวัยเด็กเหล่านั้นมีอะไรที่เธอจำไม่ได้อีกบ้าง


ไม่นานนัก ริว ตะวัน เรย์ และเซนต์ก็มาถึงพร้อมถุงอาหารกับเครื่องดื่ม

ริววางแก้วหนึ่งลงตรงหน้าเลอา

“ของน้องเลอาครับ หวานน้อย”

“ใครสั่งคะ”

“คนที่ให้พี่นั่งรถตะวันมา”

เลอาก้มมองแก้ว

ตอนพักกิจกรรม เธอเพียงบ่นกับลิตาว่าเครื่องดื่มหวานเกินไป แล้วขอน้ำแข็งเพิ่ม ฉลามยืนคุยกับเพื่อนอยู่ห่างออกไปด้วยซ้ำ

“พี่เขาสั่งให้ทุกคนหรือเปล่า”

ริวชูแก้วของตัวเอง

“ของพี่ พี่สั่งเอง จ่ายเอง แล้วก็ถือเองด้วยครับ”

ตะวันดึงถุงขนมออกจากมือริวก่อนเจ้าตัวจะพูดยาวไปกว่านั้น

“กินก่อน เดี๋ยวไม่ได้กิน”

เลอาดูดเครื่องดื่มหนึ่งคำ ความหวานกำลังพอดี

เธอไม่ได้ถามต่อว่าเขาจำได้อย่างไร เพียงวางแก้วไว้ข้างตัว แล้วสายตาก็เผลอเลื่อนไปทางประตูที่ฉลามเพิ่งเดินหายเข้าไป


เลอาเคยเห็นภาพนักแข่งจากโทรศัพท์ของพ่อหลายครั้ง แต่การเห็นฉลามเดินออกมาในชุดแข่งจริงให้ความรู้สึกต่างออกไป

เขากำลังรวบเส้นผมให้กระชับขึ้นกว่าเดิม สีหน้าที่เคยผ่อนคลายเปลี่ยนเป็นจดจ่อขณะฟังทีมงานอธิบายรายละเอียด การเคลื่อนไหวทุกอย่างดูคุ้นเคยกับสถานที่นี้ราวกับเขามีอีกชีวิตอยู่ที่นี่

ฉลามเงยหน้ามาเห็นเธอพอดี จึงเดินเข้ามาหา

“ไปดูไหม”

เลอาพยักหน้าแล้วลุกขึ้นทันที

เขาพาไปยังบริเวณที่จัดไว้ให้ผู้ชม โดยมีพ่อของเธอเดินตามมาด้วย ฉลามหยิบอุปกรณ์ป้องกันเสียงส่งให้

เลอาลองสวม แต่เส้นผมติดอยู่ใต้ขอบด้านหนึ่ง

ฉลามยกมือขึ้นรวบผมออกให้อย่างระมัดระวัง ก่อนปรับอุปกรณ์ให้แนบพอดี

สัมผัสเกิดขึ้นเพียงสั้น ๆ

แต่พอเขาโน้มลงมาถามใกล้ ๆ ว่าแน่นเกินไปหรือไม่ เลอากลับลืมตอบไปครู่หนึ่ง

“ได้ยินไหม”

เธอพยักหน้าแล้วชูนิ้วโป้ง

ฉลามมองสีหน้าเธอ ก่อนมุมปากขยับ

“เงียบเลย”

เลอารู้ทันทีว่าเขาตั้งใจแซว จึงย่นจมูกใส่

“เก็บแรงไว้ขับรถเถอะค่ะ”

“อือ”

เขาถอยออกไปแล้ว แต่รอยยิ้มยังอยู่

เลอามองตามแผ่นหลังเขา ก่อนหันกลับมาเจอพ่อกำลังยิ้มให้

“ป๊ายิ้มอะไร”

“เปล่า ป๊าดีใจที่หนูสนุก”

“หนูยังไม่ได้ดูเลย”

“งั้นดูดี ๆ”

เธอหันกลับไปทางสนาม ไม่ยอมถามต่อว่าพ่อหมายถึงการดูอะไร


เมื่อ Nissan GT-R R35 ออกจากพิต เลอาก็ลืมเรื่องอื่นไปชั่วคราว

เสียงเครื่องยนต์ทำให้เธอเผลอเกร็งมือ แต่พอรถผ่านโค้งแรก สายตาก็เคลื่อนตามไปเอง

พ่ออธิบายบางช่วงให้ฟัง เธอเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ทว่าทุกครั้งที่รถหายไปจากสายตา เธอจะขยับตัวรอจนมันกลับมาอีก

“대박…”

คำอุทานหลุดออกมาเบา ๆ ตอนรถพุ่งผ่านตรงหน้า

พ่อหันมอง

“ว่าไงนะลูก”

“เท่มากเลยป๊า”

เธอตอบโดยยังมองตามรถ

พ่อยิ้ม แต่ไม่ได้แซว

เลอาเคยคิดว่าตัวเองเริ่มคุ้นกับฉลามแล้ว อย่างน้อยก็คุ้นกับคนที่พูดน้อย ชอบตอบสั้น ๆ และปล่อยให้เธอแกล้งโดยไม่ค่อยเอาคืน

แต่คนที่อยู่หลังพวงมาลัยในตอนนี้ทำให้เธอต้องเริ่มทำความรู้จักใหม่อีกครั้ง

เขาดูมั่นใจโดยไม่ต้องหันมาดูว่ามีใครกำลังมอง

และเธอก็มองเขาจนลืมเครื่องดื่มในมือเสียสนิท


หลังจบการซ้อม ฉลามคุยกับทีมงานอยู่พักหนึ่งก่อนถอดหมวกออก เส้นผมบางส่วนชื้นเหงื่อ เขารับผ้าจากเจ้าหน้าที่ เช็ดหน้าแล้วเดินมาหาเธอ

“เป็นไง”

เลอายกนิ้วโป้งให้

เขามองนิ้วเธอ

“แค่นั้น?”

“พี่รอให้ชมเหรอคะ”

“เธอบอกว่าจะดู”

เลอาหัวเราะ เขาจำได้จริงด้วย

เธอทำท่าครุ่นคิด ทั้งที่เตรียมคำตอบไว้ตั้งแต่รถยังไม่กลับเข้าพิต

“ป๊าไม่ได้ชมเกินค่ะ”

ฉลามยืนรอฟัง

“พี่ขับเก่งจริง”

คำชมออกมาตรงกว่าที่เธอคิด พอพูดจบจึงต้องยกมือจับสายป้ายชื่อที่ยังคล้องอยู่ตรงคอ

ฉลามมองเธอแล้วพยักหน้าเบา ๆ

“ขอบใจ”

เขากำลังจะเดินไปที่โต๊ะอาหาร เลอาจึงแกล้งต่อด้วยความเคยชิน

“มีแค่นี้เองเหรอคะ”

ฉลามหยุด

“จะเอาอะไร”

“ชมขนาดนี้ ยิ้มหน่อยก็ได้ค่ะ พี่คนสวย”

เขาหันกลับมาหาเต็มตัว

แล้วก็ยิ้มให้จริง ๆ

ไม่ใช่รอยยิ้มผ่าน ๆ ตอนคุยกับเพื่อน แต่เป็นรอยยิ้มที่มาพร้อมสายตาซึ่งหยุดอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว

เลอาพลันลืมว่าตั้งใจจะแซวอะไรต่อ

“พอไหม”

เธอกะพริบตา

“ค่ะ”

คำตอบสั้นผิดนิสัยทำให้ฉลามมองต่ออีกวินาที ก่อนรอยยิ้มจะเปลี่ยนเป็นขบขันเล็กน้อย

เขาเดินไปที่โต๊ะอาหารแล้ว เลอายังยืนอยู่ที่เดิม

“น้องเลอาครับ”

เสียงริวทำให้เธอสะดุ้งหันไป

“คะ?”

“ช่วยส่งถุงช้อนให้พี่หน่อย”

เธอรีบหยิบถุงส่งไป ริวรับแล้วหันกลับไปเถียงกับเซนต์ว่าใครควรไปเอาน้ำแข็ง ไม่มีใครสนใจว่าเมื่อครู่เธอพูดไม่ออกอยู่หลายวินาที

ดีแล้ว

เลอาสูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนเดินไปนั่งข้างพ่อ

เธอเลือกเก้าอี้ตัวนั้นเพราะมันว่างอยู่พอดี

ไม่ได้เกี่ยวกับที่มันอยู่ห่างฉลามออกไปหนึ่งที่เลย


ระหว่างมื้อเย็น เสียงคุยดังต่อเนื่องจนโต๊ะไม่เคยเงียบ

ริวเล่าเรื่องรับน้องเกินจริงไปหลายส่วนจนเรย์ต้องแก้ ตะวันคอยเลื่อนจานให้ทุกคน ส่วนเซนต์ฟังเพื่อนเถียงกันแล้วกินข้าวต่ออย่างไม่คิดเข้าไปช่วยฝ่ายไหน

ฉลามนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับเลอา เขาคุยกับพ่อเรื่องข้อมูลการซ้อมเป็นระยะ แต่บางครั้งเมื่อเธอหัวเราะกับริว สายตาของเขาจะเลื่อนมาหาแล้วค่อยกลับไปที่บทสนทนาเดิม

เลอาเองก็เผลอมองเขาหลายครั้ง

ครั้งหนึ่งสายตาของทั้งคู่สบกันพอดี เธอจึงยกแก้วขึ้นดื่มแก้เก้อ

ฉลามไม่ได้ยิ้มซ้ำ

แต่แววตาดูเหมือนรู้ว่าเธอกำลังหลบอะไร

ก่อนกลับ เลอาเดินไปหยิบกระเป๋าที่ฉลามนำลงจาก S15 ให้ พ่อกำลังคุยกับลุงภาณุอยู่ข้างรถ จึงเหลือทั้งคู่ยืนอยู่ด้วยกันชั่วครู่

“วันนี้ขอบคุณนะคะ” เธอบอก “ทั้งไปรับ แล้วก็เรื่องเสื้อ”

“อือ”

“คราวหน้าปลุกก็ได้ค่ะ ฉันไม่งอแงเหมือนตอนเด็กหรอก”

“แน่ใจ?”

“ฉันโตแล้วนะ”

ฉลามมองเธอตั้งแต่ศีรษะลงมาเพียงครู่หนึ่ง

“อือ”

น้ำเสียงไม่เชื่อเหมือนตอนคุยเรื่องวัยเด็กไม่มีผิด

เลอาหรี่ตามอง

“พี่ฉลาม”

“อะไร”

“วันหลังเอารูปมาให้ดูด้วย ฉันจะพิสูจน์ว่าพี่จำผิด”

“ได้”

เขาตอบง่ายเกินคาดจนเธอชะงัก

พ่อเรียกให้ขึ้นรถพอดี เลอาจึงยกมือไหว้ลุงภาณุแล้วโบกมือลาทุกคน

ก่อนขึ้นรถ เธอหันกลับมาหาฉลามอีกครั้ง

“กลับดี ๆ นะคะ พี่คนสวย”

“ถึงแล้วก็พักผ่อน”

“รู้แล้วค่ะ”

ฉลามปิดประตูให้ แล้วถอยออกไปยืนข้างทาง

รถของพ่อเริ่มเคลื่อน เลอามองผ่านกระจกหลัง เห็นเขายังยืนอยู่ตรงเดิมจนรถเลี้ยวพ้นทาง

โทรศัพท์สั่นขึ้นบนตัก

กลุ่มแชตของลิตากับดัชชี่มีข้อความค้างอยู่หลายข้อความ

ถึงไหนแล้วหญิง

สนามเป็นยังไง

พี่คนสวยขับเก่งไหม

เลอาอ่านคำถามสุดท้ายแล้วนึกถึง R35 ในสนาม ก่อนภาพรอยยิ้มของคนขับหลังจบการซ้อมจะแทรกขึ้นมาแทน

เธอพิมพ์ตอบ

ขับเก่งมาก

ดัชชี่ส่งข้อความกลับมาทันที

ฉันถามเรื่องรถ ทำไมรู้สึกว่าแกตอบเรื่องคน

เลอามองหน้าจอแล้วรีบพิมพ์

ก็คนขับรถไง

เธอกดส่ง ก่อนวางโทรศัพท์คว่ำลงบนตัก

พ่อเหลือบมองจากฝั่งคนขับ

“เพื่อนส่งอะไรมา ยิ้มอยู่คนเดียว”

“ถามเรื่องวันนี้ค่ะ”

“สนุกไหม”

เลอาหันออกไปมองแสงไฟนอกรถ รอยยิ้มค่อย ๆ กลับมาอีกครั้ง

“สนุกค่ะ”

วันนี้เธอได้เห็นฉลามสองแบบ

รุ่นพี่ปีสองที่เดินผ่านลานแล้วมีแต่คนหันมอง กับนักแข่งซึ่งดูเหมือนเกิดมาเพื่ออยู่หลังพวงมาลัย

แต่สิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำชัดที่สุด กลับเป็นตอนที่เธอตื่นขึ้นมาแล้วพบเสื้อช็อปของเขาคลุมอยู่บนตัว

ทั้งที่เจ้าของเสื้อไม่เคยบอกว่าเป็นคนคลุมให้เลยสักคำ

จบตอนที่ 3

เพลงประกอบการอ่าน

ระดับเสียง
60%
เล่นวน
เล่นทีละเพลง · กดเพื่อเล่น