ทันทีที่ประตูอัตโนมัติของสนามบินเปิดออก เลอาก็รู้ว่าความทรงจำเกี่ยวกับอากาศประเทศไทยของตัวเองอ่อนโยนเกินความจริงไปมาก
ลมร้อนช่วงบ่ายพุ่งเข้าปะทะใบหน้าจนเธอหยุดเดินอยู่หน้าประตู มือหนึ่งจับคันลากกระเป๋าเดินทาง อีกมือรวบผมยาวที่ถูกลมพัดขึ้นมาปิดแก้ม
“와, 진짜 덥다…”
ร้อนจริง ๆ
คำบ่นภาษาเกาหลีหลุดออกมาตามความเคยชิน ก่อนเสียงแตรรถสั้น ๆ จะดังขึ้นจากเลนด้านหน้า
พ่อเลื่อนกระจกลงแล้วโบกมือให้ทันทีที่เห็นเธอ
“เลอา! ป๊าอยู่นี่ลูก”
“ป๊า!”
เขาเปิดประตูลงจากรถ เลอาปล่อยมือจากรถเข็นแล้วรีบเข้าไปกอด พ่อกอดตอบแน่นพร้อมลูบศีรษะเธออย่างคิดถึง
“กลับมาแล้วนะลูก”
“กลับมาแล้วค่ะ หนูคิดถึงป๊ามากเลย”
“ป๊าก็คิดถึงลูก”
พ่อผละออกมามองใบหน้าลูกสาวให้ชัด ก่อนยิ้มและรับรถเข็นกระเป๋าไปจากมือเธอ
“เดินทางเหนื่อยไหม”
“นิดหน่อยค่ะ”
“งั้นกลับบ้านกัน ป๊าเตรียมของที่ลูกชอบไว้เต็มโต๊ะแล้ว”
เขาช่วยยกกระเป๋าทั้งสามใบขึ้นรถโดยไม่ยอมให้เธอแตะ เลอาจึงยืนมองด้วยรอยยิ้ม ความกังวลที่ติดตามมาตลอดการเดินทางค่อย ๆ เบาลง
เช้าวันต่อมา กล่องกระดาษและกระเป๋าเดินทางยังวางกระจายอยู่เต็มห้อง เลอาใช้เวลาหายางมัดผมเกือบสิบนาที ก่อนพบว่ามันคล้องอยู่บนข้อมือตัวเองมาตลอด
เธอรวบผมขึ้นอย่างลวก ๆ แล้วเดินลงมาด้านล่างในเสื้อยืดตัวใหญ่กับกางเกงขาสั้น
กลิ่นกาแฟกับขนมปังปิ้งลอยมาจากห้องครัว ป๊านั่งอยู่ปลายโต๊ะอาหารและกำลังตรวจเอกสารในแท็บเล็ต ข้างแก้วกาแฟมีฮาร์ดเคสสีดำขนาดไม่ใหญ่มากวางอยู่
ด้านหน้ากล่องติดสัญลักษณ์ของทีมแข่งกับป้ายชื่ออุปกรณ์เป็นภาษาอังกฤษ
เลอานั่งลงตรงข้าม ก่อนดึงจานขนมปังเข้ามาหา
“ป๊าตื่นกี่โมง”
“หกโมง”
“ทำไมคนทำงานชอบทรมานตัวเอง”
“คนที่ตื่นสิบโมงไม่มีสิทธิ์วิจารณ์”
“ที่เกาหลีเพิ่งเที่ยงเอง”
ป๊าเงยหน้ามอง
“เวลาต่างกันแค่สองชั่วโมง”
“ก็หนูยังปรับตัวไม่ทันนี่”
“แต่ข้ออ้างแกปรับเร็วดีนะ ลูกสาวตัวแสบ”
เลอาย่นจมูกใส่พ่อ ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังฮาร์ดเคสสีดำบนโต๊ะ
“นั่นอะไรเหรอป๊า”
“ดาต้าล็อกเกอร์ของ R35”
“กล่องบันทึกข้อมูลรถ?”
“อือ ป๊าเอาไปตรวจระบบกับอัปเดตซอฟต์แวร์มา เพิ่งได้คืนเมื่อคืน”
เลอาใช้นิ้วแตะขอบกล่องอย่างสนใจ แม้จะเลือกเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แต่เธอยังไม่เคยสัมผัสอุปกรณ์ที่ใช้กับรถแข่งจริงใกล้ขนาดนี้
“มันเก็บอะไรบ้าง”
“ความเร็ว รอบเครื่อง แรงเบรก อุณหภูมิ แล้วก็ข้อมูลจากเซนเซอร์ต่าง ๆ ของรถ”
“เยอะขนาดนั้นอยู่ในกล่องแค่นี้?”
“เล็กกว่านี้ก็มี”
“대박…”
เธอหลุดอุทานว่าน่าทึ่ง ก่อนขยับกล่องเข้ามาใกล้กว่าเดิม
“เปิดดูได้ไหม”
ป๊าดึงกล่องกลับทันที
“ยังไม่ได้”
“หนูแค่ดู ไม่ได้แกะ”
“สายตาแกบอกว่าจะรื้อ”
“หนูเรียนคอม ไม่ได้เรียนช่างนะป๊า”
“ตอนเด็กแกก็พูดแบบนี้ก่อนแกะวิทยุป๊า”
“หนูประกอบกลับได้นะ”
“แล้วเปิดติดไหม”
เลอาเลือกดื่มนมแทนการตอบคำถาม
ป๊าปิดแท็บเล็ต ก่อนเลื่อนฮาร์ดเคสสีดำมาตรงหน้าเธออีกครั้ง
“ป๊าฝากของไปให้ลูกลุงภาณุที่มหา’ลัยหน่อย”
“วันนี้เลยเหรอ”
“แกต้องไปยื่นเอกสารกับรับบัตรนักศึกษาอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง”
“ค่ะ แต่หนูยังไม่รู้จักทาง”
“เปิดแผนที่”
“ป๊าไปด้วยไม่ได้เหรอ”
“มีประชุมเช้า แล้วบ่ายต้องเข้าอู่”
เลอาถอนหายใจ แต่ไม่ได้ปฏิเสธ เธอยกฮาร์ดเคสขึ้นมาดูป้ายรับอุปกรณ์อีกครั้ง ก่อนเห็นชื่อหนึ่งเขียนกำกับไว้ด้านล่าง
SHARK
ชื่อเล่นนั้นดึงความทรงจำเก่า ๆ กลับมาอย่างรวดเร็ว
เด็กตัวสูง ผิวขาว ผมสีดำยาวถึงต้นคอ นั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ ขณะที่เธอใช้ยางเส้นเล็กมัดผมให้
ตอนนั้นเลอาอายุเพียงเจ็ดหรือแปดขวบ และมั่นใจมากว่าเด็กคนนั้นเป็นพี่สาว
“ฉลาม…” เธอพึมพำ ก่อนเงยหน้าหาป๊า “ลูกลุงภาณุคนพี่ที่สวย ๆ ใช่ไหมป๊า”
ป๊าหยุดยกกาแฟขึ้นดื่ม
“สวยอะไรของแก ลูกลุงภาณุเป็นผู้ชายทั้งสองคน”
เลอากะพริบตา
“진짜?”
“อะไรของแก”
“จริงเหรอ”
“เออ”
“เป็นไปไม่ได้ หนูเคยมัดผมให้พี่เขาด้วย”
“มัดผมแล้วเกี่ยวอะไรกับเพศ”
“แต่พี่เขาใส่กิ๊บด้วยนะ”
“แกเป็นคนเอาไปติดให้มันเอง”
เลอาพยายามค้นความทรงจำ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งมั่นใจว่าเด็กคนนั้นต้องเป็นผู้หญิง ใบหน้าหวาน ผิวขาว ขนตายาว และยังยอมนั่งให้เธอถักผมโดยไม่ขัดขืน
“말도 안 돼…”
เป็นไปไม่ได้
ป๊าส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ
“ลุงภาณุไม่มีลูกสาวสักคน”
“ป๊าจำคนผิดหรือเปล่า”
“ฉันเป็นเพื่อนกับพ่อมันมาตั้งกี่ปี จะจำเพศลูกเพื่อนผิดได้ยังไง”
“แต่พี่เขาสวยจริง ๆ นะ”
“เอาไปส่งแล้วแกก็ไปดูเอง”
เลอาก้มมองชื่อบนกล่องอีกครั้ง
เธอจำได้ว่าฉลามมีน้องชายหนึ่งคน แต่เด็กคนนั้นซนมาก วิ่งไปทั่วบ้านและเคยแย่งขนมเธอ ส่วนคนพี่มักนั่งเงียบ ๆ อยู่ใกล้ผู้ใหญ่ ยอมให้เธอเล่นผม และไม่เคยพูดว่าตัวเองเป็นผู้ชายสักครั้ง
หรือเคยพูด แต่เธอไม่ฟัง
“พี่เขาเรียนอะไร”
“วิศวกรรมเครื่องกล ปีสอง”
“มหา’ลัยเดียวกับหนู?”
“ไม่งั้นป๊าจะฝากแกไปทำไม”
“แล้วต้องเอาไปให้ที่ไหน”
“ห้องปฏิบัติการฝั่งวิศวะ เดี๋ยวป๊าส่งเบอร์มันให้”
เลอาหยิบฮาร์ดเคสขึ้นมา ก่อนนึกบางอย่างได้
“ป๊า”
“อะไร”
“ถ้าพี่ฉลามเป็นผู้ชายจริง ๆ ทำไมป๊าไม่เคยบอกหนู”
“ไม่มีใครคิดว่าแกจะเข้าใจผิดอยู่สิบกว่าปี”
มหาวิทยาลัยกว้างกว่าที่เลอาจินตนาการไว้มาก
เธอมาถึงก่อนเวลานัดยื่นเอกสารเกือบหนึ่งชั่วโมง แต่ใช้เวลาเดินหลงระหว่างอาคารไปแล้วครึ่งหนึ่ง แผนที่ในโทรศัพท์บอกให้เลี้ยวขวา ขณะที่ป้ายหน้าทางเดินชี้ไปอีกทิศ
เลอาหยุดอยู่ใต้ร่มไม้ กอดฮาร์ดเคสไว้กับตัว และมองอาคารสองหลังตรงหน้าอย่างตัดสินใจไม่ได้
“어떡해…”
ทำยังไงดี
นักศึกษาที่เดินผ่านบางคนหันมองเธอ อาจเพราะใบหน้าลูกครึ่ง หรืออาจเพราะเธอยืนหมุนตัวอยู่ตรงจุดเดิมมาหลายนาทีแล้ว
เลอาตัดสินใจถามนักศึกษาหญิงกลุ่มหนึ่ง จึงได้รู้ว่าตึกวิศวกรรมอยู่เลยอาคารที่เธอกำลังมองไปอีกเกือบห้านาที
เมื่อเดินมาถึง บรรยากาศบริเวณนี้ต่างจากตึกหลักอย่างชัดเจน นักศึกษาหลายคนสวมเสื้อช็อปทับชุดลำลอง บางกลุ่มกำลังขนอุปกรณ์ บางคนยืนคุยกันรอบชิ้นส่วนเครื่องจักรที่เลอาไม่รู้จัก
เสียงเครื่องมือดังมาจากห้องเปิดโล่งชั้นล่าง
เธอตรวจหมายเลขห้องในข้อความของป๊าอีกครั้ง ก่อนเดินเข้าไป
ภายในมีโต๊ะทำงานยาวหลายตัว เครื่องมือถูกแขวนเรียงอยู่บนผนัง และโครงอุปกรณ์บางอย่างตั้งอยู่กลางห้อง นักศึกษาชายสี่คนกระจายกันทำงานคนละมุม
ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลที่กำลังตรวจกล้องเงยหน้าขึ้นเห็นเธอก่อน
เลอาก้มศีรษะให้นิดหนึ่งตามความเคยชินแบบเกาหลี ก่อนนึกได้ว่าควรไหว้รุ่นพี่ จึงยกมือขึ้นตาม
“ขอโทษนะคะ พี่ฉลามอยู่ไหม”
ชายหนุ่มวางกล้องลง สีหน้าสนใจขึ้นมาทันที
“มาหาฉลามหรอครับน้อง”
“ใช่ค่ะพี่ ลูกลุงภาณุคนพี่ที่สวย ๆ ค่ะ”
ทุกคนหยุดทำงานพร้อมกัน
ชายหนุ่มสวมแว่นชะงักมือเหนือแป้นพิมพ์ คนที่แต่งตัวเรียบร้อยที่สุดค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ส่วนผู้ชายสีหน้าเย็นชาซึ่งกำลังถือประแจหันไปมองเพื่อนคนแรกเหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร
ชายหนุ่มขี้เล่นพยายามกลั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะออกมา
อีกสองคนหัวเราะตาม แม้แต่คนถือประแจยังต้องเบือนหน้าไปอีกทาง
เลอามองทุกคนอย่างไม่เข้าใจ
“หัวเราะอะไรเหรอคะ”
ยังไม่มีใครทันตอบ เสียงทุ้มเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังเธอ
“หาใคร”
เลอาหันกลับไป
ชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อยืดสีดำกับเสื้อช็อปกรมท่ายืนอยู่ไม่ไกล แขนข้างหนึ่งถือแฟ้มเอกสาร ส่วนอีกมือถือแก้วกาแฟ
เส้นผมสีดำยาวถูกรวบต่ำไว้ด้านหลัง ปอยผมบางส่วนหลุดลงมาข้างดวงตา ใบหน้าที่เคยหวานในวัยเด็กมีแนวกรามและเครื่องหน้าคมชัดขึ้น ไหล่กว้างและส่วนสูงทำให้ภาพเด็กผู้หญิงในความทรงจำแตกสลายไปต่อหน้าต่อตา
แต่ดวงตาคู่นั้นยังเหมือนเดิม
นิ่ง สวย และมองเธอเหมือนกำลังรอว่าจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะจำได้
เลอาจ้องเขานานจนลืมหายใจ
“대박…”
คำอุทานภาษาเกาหลีหลุดออกมาเบา ๆ
ชายหนุ่มยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เลอารีบดึงสติกลับมา
“พี่…ฉลามเหรอคะ”
“อือ”
เธอมองเขาซ้ำอีกครั้ง ตั้งแต่เส้นผมที่คุ้นตา ลำคอ แนวไหล่ จนถึงมือซึ่งถือแก้วกาแฟอยู่
เป็นผู้ชายจริง ๆ
ไม่เหลือพื้นที่ให้เถียงกับป๊าได้อีกแล้ว
ถึงอย่างนั้น คำพูดต่อมาก็ยังหลุดออกไปก่อนเธอจะคิด
“พี่คนสวยจริง ๆ ด้วย”
เสียงหัวเราะดังขึ้นด้านหลังทันที
ชายหนุ่มถือกล้องหัวเราะจนต้องวางมือบนโต๊ะ ส่วนคนแต่งตัวดีหันหน้าไปอีกทางเพื่อซ่อนรอยยิ้ม แม้แต่รุ่นพี่แว่นยังยกมือแตะกรอบแว่นเหมือนกำลังปิดบังสีหน้า
เลอารู้สึกความร้อนพุ่งขึ้นมาถึงใบหู
ทำไมต้องพูดออกไปด้วย
ฉลามกลับไม่ได้แสดงอาการรำคาญ เขามองใบหน้าเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะเลื่อนลงไปยังข้อมือซ้าย
เลอามองตาม
ยางมัดผมเส้นสีดำซึ่งมีจี้รูปฉลามตัวเล็กคล้องอยู่ตรงนั้น เป็นเส้นที่เธอใช้มานานจนแทบลืมไปแล้วว่าได้มาจากไหน
มุมปากของฉลามยกขึ้นเพียงเล็กน้อย
“ยังเรียกเหมือนเดิมเลยนะ”
หัวใจของเลอาสะดุดไปหนึ่งจังหวะ
“พี่จำฉันได้เหรอคะ”
“เลอา”
เขาเรียกชื่อเธอโดยไม่ต้องคิด
ความตกใจบนใบหน้าเธอคงชัดมาก เพราะเสียงหัวเราะรอบห้องค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงสายตาหลายคู่ที่มองสลับระหว่างทั้งสองคน
ฉลามวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะใกล้ ๆ ก่อนยื่นมือมารับฮาร์ดเคสจากเธอ
“ลุงฝากมาหรอ”
“ค่ะ ป๊าบอกว่าเป็นดาต้าล็อกเกอร์ของ R35 พี่จะเอาไปสนามตอนเย็น”
“อือ ขอบใจ”
เขารับกล่องไปถือด้วยมือเดียวเหมือนน้ำหนักไม่มาก ทั้งที่เลอากอดมันมาตลอดทางจนเริ่มเมื่อยแขน
เธอยังคงมองหน้าเขา
ฉลามจึงถามว่า
“มองอะไร”
“กำลังดูว่าป๊าพูดจริงหรือเปล่า”
“เรื่อง?”
เลอาเผลอตอบตามตรง
“เรื่องที่พี่เป็นผู้ชาย”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังยิ่งกว่าเดิม
คนถือกล้องทรุดลงนั่งกับเก้าอี้ ส่วนรุ่นพี่ที่ดูสุขุมที่สุดยกมือปิดปาก แต่ไหล่ยังสั่น
ฉลามปรายตามองเพื่อนทีละคน
“พวกมึงว่าง?”
ทุกคนหันกลับไปทำงานพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงเกินจริง
“ไม่ว่างครับ” คนถือกล้องตอบทั้งที่ยังยิ้ม “งานเยอะมาก”
เลอาเม้มริมฝีปาก พยายามไม่หลุดหัวเราะตาม
ฉลามหันกลับมาหาเธอ
“เชื่อหรือยัง”
“ประมาณหนึ่งค่ะ”
“ประมาณหนึ่ง?”
“ก็หน้าพี่ยังสวยอยู่”
คนถือกล้องสำลักทันที
ฉลามนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนถามว่า
“พูดแบบนี้กับผู้ชายทุกคน?”
“เฉพาะคนที่สวยกว่าฉัน”
“งั้นคงไม่กี่คน”
คำตอบนั้นทำให้เลอากะพริบตา
ฟังเผิน ๆ เหมือนเขากำลังบอกว่าคนหน้าตาดีมีไม่มาก แต่เมื่อเห็นสายตาซึ่งยังมองตรงมา เธอกลับรู้สึกว่าประโยคนั้นอาจมีความหมายอีกแบบ
รุ่นพี่ที่สวมแว่นกระแอมเบา ๆ
“ยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลย”
คนถือกล้องลุกขึ้นทันที
“จริงด้วยครับ พี่ชื่อริว คนหล่อและนิสัยดีที่สุดในกลุ่ม”
คนถือประแจตอบโดยไม่เงยหน้า
“สองอย่างนั้นไม่จริง”
ริวชี้ไปหาเขา
“คนนี้เซนต์ครับ หน้าดุ ปากไม่ดี แต่ยังไม่เคยกัดใคร”
เซนต์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“อยากเป็นคนแรกไหม”
ริวย้ายไปยืนห่างออกมาทันที ก่อนแนะนำคนสวมแว่น
“พี่เรย์ ฝ่ายข้อมูล สมองหลักของกลุ่ม แต่คุยเรื่องธรรมดาไม่ค่อยรู้เรื่อง”
เรย์พยักหน้าให้เลอาอย่างสุภาพ
“อย่าเชื่อริวมาก”
“ค่ะ พี่เรย์”
คนสุดท้ายยิ้มให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ
“ตะวันครับ ถ้าริวกวนใจก็บอกพี่ เดี๋ยวจัดการให้”
“ทำไมทุกคนพูดเหมือนกูเป็นปัญหา”
เซนต์ เรย์ และตะวันตอบพร้อมกัน
“เพราะมึงเป็น”
เลอาหลุดหัวเราะออกมา บรรยากาศที่ตึงเพราะความอับอายเมื่อครู่คลายลงอย่างรวดเร็ว
เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดฉลามซึ่งพูดน้อยถึงอยู่กับคนกลุ่มนี้ได้ คนทั้งสี่สร้างเสียงและความเคลื่อนไหวมากพอจะเติมพื้นที่เงียบทั้งหมดแทนเขา
“แล้วน้องเรียนอะไรครับ” ริวถาม
“วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ค่ะ ปีหนึ่ง”
“เปิดเทอมแล้วเหรอ”
“พรุ่งนี้วันแรกค่ะ วันนี้มารับบัตรกับยื่นเอกสารเพิ่ม”
เรย์มองนาฬิกา
“ฝ่ายทะเบียนปิดพักเที่ยงสิบเอ็ดโมงครึ่ง”
เลอารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา
สิบเอ็ดโมงยี่สิบสอง
“어떡해!”
เธอหมุนตัวจะวิ่งออกจากห้อง แต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฝ่ายทะเบียนอยู่ทางไหน
ฉลามหยิบแก้วกาแฟขึ้นมา ก่อนเดินตาม
“ไปทางไหน”
เลอาหยุดเท้า
“ตึกทะเบียนค่ะ”
“รู้ทางหรอ”
เธอเงียบ
ฉลามมองสีหน้าของเธอเพียงครู่เดียวก็ได้คำตอบ
“ตามมา”
“พี่รู้ได้ยังไงว่าฉันไม่รู้ทาง”
“ถ้ารู้คงไม่เดินเข้ามาจากประตูหลัง”
เลอาหันไปมองประตูที่ตัวเองเพิ่งเข้ามา เพิ่งเห็นว่ามีป้ายเล็ก ๆ เขียนว่า พื้นที่ปฏิบัติงานเฉพาะนักศึกษา
“ฉันเข้าผิดทางเหรอคะ”
“อือ”
“แล้วไม่มีใครบอกเลย”
ริวยกมือขึ้น
“กำลังจะบอกครับ แต่เรื่องพี่คนสวยสนุกกว่า”
ฉลามปรายตามองเพื่อน ก่อนพยักหน้าให้เลอาเดินตาม
เธอรีบก้าวออกไปพร้อมเขา
ฉลามเดินเร็วกว่าเธอเล็กน้อย แต่เมื่อสังเกตว่าคนด้านหลังต้องเร่งฝีเท้า เขาก็ชะลอลงโดยไม่พูดอะไร
ระหว่างทางมีนักศึกษาหลายคนหันมอง บางคนทักฉลาม บางคนกระซิบกับเพื่อนหลังเดินผ่านไป เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นที่รู้จักมากกว่ารุ่นพี่ปีสองทั่วไป
เลอามองเส้นผมสีดำที่รวบต่ำอยู่ด้านหลัง ความทรงจำเกี่ยวกับเด็กหน้าหวานซึ่งนั่งให้เธอมัดผมอย่างว่าง่ายกลับมาอีกครั้ง
“พี่ฉลาม”
“อือ”
“ตอนเด็กทำไมพี่ไม่บอกฉันว่าพี่เป็นผู้ชาย”
เขาหันมามอง
“บอกแล้ว”
“บอกตอนไหน”
“ทุกครั้งที่เธอบอกว่าฉันเป็นพี่สาว”
“แต่ฉันไม่เห็นจำได้”
“เธอไม่ฟัง”
เลอามองเส้นผมของเขาอีกครั้ง ก่อนขมวดคิ้ว
“แล้วพี่ยังยอมให้ฉันมัดผมอีก”
“ถ้าไม่ยอม เธอก็ร้อง”
“ฉันไม่ได้ขี้แยขนาดนั้นซะหน่อย”
ฉลามมองเธอนิ่ง ๆ
“อือ”
น้ำเสียงของเขาชัดเจนว่าไม่เชื่อ
“พี่จำผิดแล้ว”
“มีรูป”
“รูปอะไร”
“ไว้ให้ดู”
ฉลามเดินนำต่อเหมือนเรื่องทั้งหมดจบลงแล้ว ส่วนเลอามองแผ่นหลังเขาด้วยความสงสัยว่าในรูปวัยเด็กเหล่านั้น ยังมีเรื่องน่าอายอะไรที่เธอจำไม่ได้ซ่อนอยู่อีกบ้าง
ทั้งคู่เดินมาถึงอาคารทะเบียนก่อนเวลาพักเพียงสามนาที ฉลามเปิดประตูให้และยืนรอจนเธอเข้าไปด้านใน
เลอาหันกลับมา
“พี่ไม่ต้องรอก็ได้ค่ะ ฉันยื่นเอกสารเสร็จแล้วกลับเองได้”
“รู้ทางหรอ”
เธอเปิดแผนที่ในโทรศัพท์
“ตอนนี้รู้แล้ว”
ฉลามมองหน้าจอซึ่งหมุดตำแหน่งยังหมุนหาทิศอยู่ ก่อนมองเธออีกครั้ง
“แน่ใจ?”
“แน่ใจค่ะ”
“อือ”
เขาไม่ได้ยืนกราน เพียงหันตัวกลับ
เลอาไม่รู้ว่าเพราะอะไรจึงเรียกเขาไว้
“พี่ฉลาม”
เขาหยุดแล้วหันมอง
“ขอบคุณนะคะ”
“เรื่อง?”
“ก็ทุกเรื่อง ตั้งแต่พามาส่ง แล้วก็…” เธอมองยางมัดผมบนข้อมือตัวเอง “ที่ยังจำฉันได้”
ฉลามนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เธอไม่ได้เปลี่ยนขนาดนั้น”
“ฉันโตขึ้นตั้งเยอะ”
“ยังพูดก่อนคิดเหมือนเดิม”
“พี่!”
คราวนี้รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเขาชัดขึ้น แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม
ฉลามยกฮาร์ดเคสในมือขึ้น
“ไว้เจอกัน เด็กปีหนึ่ง”
แล้วเดินจากไปท่ามกลางสายตาของนักศึกษาที่หันมองเขาตลอดทาง
เลอายืนอยู่หน้าประตูทะเบียนโดยยังไม่ขยับ
เธอมาประเทศไทยเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ มาอยู่กับป๊า และเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ตามสิ่งที่ตัวเองเลือก
เธอไม่ได้คิดว่าการเริ่มต้นนั้นจะรวมถึงการค้นพบว่าเด็กสาวหน้าสวยในความทรงจำเป็นผู้ชาย
แถมยังเป็นผู้ชายที่ทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะได้จากรอยยิ้มเพียงครั้งเดียว
โทรศัพท์สั่นขึ้นในมือ ข้อความจากป๊าปรากฏบนหน้าจอ
ป๊า: ส่งของหรือยัง
เลอา: ส่งแล้ว
ป๊า: เห็นหรือยังว่าฉลามเป็นผู้ชาย
เลอา: เห็นแล้ว
ป๊า: เชื่อหรือยัง
เลอา: เชื่อก็ได้
ป๊า: แล้วมันยังสวยอยู่ไหม
เลอาเงยหน้ามองแผ่นหลังสูงซึ่งกำลังหายเข้าไปในกลุ่มนักศึกษา
ปลายนิ้วของเธอหยุดอยู่เหนือแป้นพิมพ์ครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับไป
เลอา: เกินเบอร์ไปมากเลยป๊า
เธอกดส่ง แล้วเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังยิ้มอยู่.
